http://www.thailantern.com/main/boards/index.php?showtopic=133
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ blog
เริ่มต้นสร้าง Web blog ของคุณเอง จากนั้นเล่าเรื่องราวในชีวิตของคุณให้คนอื่นๆได้รับทราบทางโลกออนไลน์
เว็บไซต์ Merriam Webstor OnLine ระบุว่าภายในปี 2004 ที่ผ่านมา คำศัพท์ที่มีผู้คนต้องการรู้ความหมายมากที่สุด เป็นคำที่คนส่วนใหญ่เคยได้ยินมา แต่เพิ่งเข้าใจความหมาย คำๆนี้ก็คือ blog นั่นเอง
เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์แห่งนี้ให้ความหมาย blog ว่าเป็นเว็บไซต์ซึ่งเก็บบันทึกเรื่องราวส่วนตัว โดยมีการแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆเอาไว้ รวมทั้งยังอาจมีไฮเปอร์ลิงก์ที่ผู้เขียนใส่ลงไปด้วย คำว่า blog นี้มาจากคำเต็มๆว่า Web log ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่คุณต้องการ เล่าสู่ให้คนอื่นๆได้รับฟังเอาไว้ในที่เดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้อาจประกอบด้วยคำพูด ภาพถ่าย หรือแม้แต่เพลงก็ได้ ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในโลกออนไลน์ ที่สามารถค้นหาได้ง่าย ดังนั้นคุณจึงไม่จำเป็นต้องส่งอีเมล์จำนวนมากไปให้คนอื่นๆอีกต่อไป
บันทึกเกี่ยวกับชีวิตในครอบครัวหรือแสดงความคิดเห็นของคุณเอง
Andrea Rennick ไม่จำเป็นต้องเปิดพจนานุกรมก็เข้าใจว่า blog หมายความว่าอย่างไร คุณแม่ลูกสี่ผู้นี้บันทึก Web log เกี่ยวกับชีวิตในครอบครัวของเธอเองตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา เธอบอกว่า "ก่อนที่จะมีคำว่า blog เกิดขึ้นมา เราเรียกวิธีการนี้ว่าการจดบันทึกออนไลน์"
blog ของ Rennich มีชื่อว่า A Typical Life เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในครอบครัวของเธอเอง ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่การออกไปผจญภัยเพื่อชอปปิงในวันเสาร์ ไปจนถึงภาพถ่ายลูกๆของเธอเอง รวมทั้งข้อความเตือนความจำเกี่ยวกับการประชุมในเร็วๆนี้ และเวลาที่ต้องไปเรียนวิชาเพนต์ลวดลายบนแก้วเป็นต้น
Rennick กล่าวว่า "มันเป็นพื้นที่ที่ดิฉันใช้แสดงความคิดเห็นของตนเองได้ ส่วนคุณแม่คนอื่นๆจะเข้ามาแสดงความเห็นใจและช่วยดิฉันคิดหาวิธีแก้ปัญหา" เธอใช้เวลา 30 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมงต่อวันเพื่อเขียนเรื่องราวต่างๆลง blog ของเธอเป็นประจำ ครอบครัวและเพื่อนๆของ Rennick รวมทั้งคุณปู่วัย 88 ปีกลายเป็นผู้อ่านประจำ blog ของเธอไปแล้ว
Rennick เป็นหนึ่งในผู้หญิงหลายพันคนที่บอกเล่าการใช้ชีวิตและประสบการณ์ของตนผ่าน blog ผลการศึกษาของบริษัทวิจัยตลาด Perseus Development กล่าวว่ามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายที่สร้าง blog ขึ้นมา และมีผู้หญิงจำนวนมากกว่าที่คอยดูแล blog เหล่านี้
pork_rabbit
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เกล็ดความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ฝนดาวตก (Meteor shower)
ฝนดาวตก คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ปกติบนท้องฟ้าเราจะเห็นดาวตกเป็นประจำอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอน ซึ่งดาวตกเหล่านั้นคือเศษฝุ่นหรือสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆขนาดเท่าเม็ดทราย เมื่อเคลื่อนที่หรือล่องลอยเข้ามาแรงดึงดูดของโลก ก็จะถูกดูดเข้ามาในชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง เสียดสีและลุกไหม้หมดไป เป็นแสงเพียงวาบเดียว ที่ระดับความสูงหลายร้อยกิโลเมตรจากพื้นโลก ที่เราเรียกว่า ดาวตก หรือ ผีพุ่งใต้
แต่หากเศษฝุ่นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่มาก และเผาไหม้ไม่หมดในชั้นบรรยากาศ ก็จะตกลงมาถึงพื้นโลกได้ เราจะเรียกว่า อุกกาบาต
ฝนดาวตก จะแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่มีปริมาณ การตกมากกว่าหรือถี่กว่าดาวตกปกติ โดยมีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆหนึ่งบน ท้องฟ้าเหมือนกัน เรียกว่าจุดกำเนิด(Radiant) เมื่อจุดกำเนิดนั้นตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาว อะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกเปอร์เซอิด(กลุ่มดาวเปอร์เซอุส) หรือ ฝนดาวตกเอต้าอะควอลิด (ดาวเอต้าคนแบกหม้อน้ำ) แบบนี้เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลาการตกนั้นสามารถกำหนดได้ เช่น ตรงกับวันที่เท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ เป็นต้น
ซึ่งมีฝนดาวตกบางชนิดที่มีปริมาณการตกน้อย คล้ายกับดาวตกทั่วไป แต่ก็มีบางชนิดที่มีปริมาณมาก และทิศทางที่ แน่นอน มีลักษณะคล้ายกับฝนตก จึงเรียกกันว่า ฝนดาวตก
ดังนั้นหากจะพิจารณาว่า ที่เห็นเป็นฝนดาวตก หรือ ดาวตกปกติ ให้พิจารณา ทิศทางการตก วัน และ เวลา หากตรงกับข้อมูลที่กำหนดไว้ก็ถือว่า ดาวตกที่เห็นเป็นฝนดาวตกในช่วงนั้น ซึ่งบางทีอาจจะมีปริมาณน้อยมากก็ตาม
ฝนดาวตก คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
ปกติบนท้องฟ้าเราจะเห็นดาวตกเป็นประจำอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอน ซึ่งดาวตกเหล่านั้นคือเศษฝุ่นหรือสะเก็ดดาวชิ้นเล็กๆขนาดเท่าเม็ดทราย เมื่อเคลื่อนที่หรือล่องลอยเข้ามาแรงดึงดูดของโลก ก็จะถูกดูดเข้ามาในชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง เสียดสีและลุกไหม้หมดไป เป็นแสงเพียงวาบเดียว ที่ระดับความสูงหลายร้อยกิโลเมตรจากพื้นโลก ที่เราเรียกว่า ดาวตก หรือ ผีพุ่งใต้
แต่หากเศษฝุ่นเหล่านั้นมีขนาดใหญ่มาก และเผาไหม้ไม่หมดในชั้นบรรยากาศ ก็จะตกลงมาถึงพื้นโลกได้ เราจะเรียกว่า อุกกาบาต
ฝนดาวตก จะแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่มีปริมาณ การตกมากกว่าหรือถี่กว่าดาวตกปกติ โดยมีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆหนึ่งบน ท้องฟ้าเหมือนกัน เรียกว่าจุดกำเนิด(Radiant) เมื่อจุดกำเนิดนั้นตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาว อะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกเปอร์เซอิด(กลุ่มดาวเปอร์เซอุส) หรือ ฝนดาวตกเอต้าอะควอลิด (ดาวเอต้าคนแบกหม้อน้ำ) แบบนี้เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลาการตกนั้นสามารถกำหนดได้ เช่น ตรงกับวันที่เท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ เป็นต้น
ซึ่งมีฝนดาวตกบางชนิดที่มีปริมาณการตกน้อย คล้ายกับดาวตกทั่วไป แต่ก็มีบางชนิดที่มีปริมาณมาก และทิศทางที่ แน่นอน มีลักษณะคล้ายกับฝนตก จึงเรียกกันว่า ฝนดาวตก
ดังนั้นหากจะพิจารณาว่า ที่เห็นเป็นฝนดาวตก หรือ ดาวตกปกติ ให้พิจารณา ทิศทางการตก วัน และ เวลา หากตรงกับข้อมูลที่กำหนดไว้ก็ถือว่า ดาวตกที่เห็นเป็นฝนดาวตกในช่วงนั้น ซึ่งบางทีอาจจะมีปริมาณน้อยมากก็ตาม
| ภาพตัวอย่างของฝนดาวตก | เมื่อเราถ่ายรูปโดยเปิดหน้ากล้องไว้ นานๆ จะปรากฏฝนดาวตกเป็นจำนวนมากในเวลาสั้นๆ รูปนี้ถ่ายไว้นาน 20 นาที ถ้ามีดาวตกบางดวงที่สว่างโดดเด่นเป็น เวลานานๆ เราจะเรียกว่า ไฟบอล (Fire Ball) |
วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Access
Excel
http://natres.psu.ac.th/ict_techniques/Excel_Tips/MainMenu.htm
เนื้อหาหลัก
ตอนที่ 1. การเพิ่มจำนวนชีทใน Excel
ตอนที่ 2. การนำเครื่องคิด เลขมาไว้ในโปรแกรม Excel
ตอนที่ 3. การสร้างปฏิทินด้วย Excel
ตอนที่ 4. การสร้างเมนูโดยใช้ แมโคร
ตอนที่ 5. การสร้างกล่องคำ สั่งผสมและการใช้ฟังก์ชัน INDEX
ตอนที่ 6. การสร้างแผนภูมิแบบ อุณหภูมิ
ตอนที่ 7. การป้องกันใน Excel
ตอนที่ 8. การควบคุมแถบเซลล์ ให้เคลื่อนไหวในเซลล์ที่ไม่ป้องกัน
ตอนที่ 9. การจัดรูปแบบข้อมูล
ตอนที่ 10. ฟังก์ชันที่ใช้ใน การกำหนดเกรดโดยวิธีอิงเกณฑ์
| ความหมายของ Microsoft Excel |
| โปรแกรม Microsoft Excel เป็นโปรแกรมประเภท Spreadsheet ซึ่งออกแบบมาสำหรับการบันทึก วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลข ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยบริษัท Microsoft ทำงานบน Windows มีผู้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถที่จะทำงานได้หลายอย่าง เช่น งานด้านการคำนวณ การสร้างกราฟ แผนภูมิรูปภาพ และด้านฐานข้อมูล เป็นต้น |
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
กระต่าย
กระต่ายจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ประเภทสัตว์เลือดอุ่น ในอันดับ Lagomorpha เดิมจัดกระต่ายไว้เป็นสัตว์ฟันแทะในอันดับ Rodentia ร่วมกับพวกหนูและกระรอก แต่เมื่อพบว่ากระต่ายมีลักษณะหลายอย่างเป็นของตนเอง ที่แตกต่างจากพวกหนูและกระรอกมาก โดยเฉพาะกระต่ายจะมีฟันตัดสองคู่ทางด้านหน้าของขากรรไกรบนคู่ที่สองมีลักษณะ เป็นปุ่มเล็กซุกอยู่ภายในคู่หน้า ในขณะที่หนูและกระรอกมีฟันตัดเพียงคู่เดียว กระต่ายถือกำเนิดในโลกมาเมื่อประมาณ 50 ล้านปีมาแล้ว ในบริเวณทวีเอเชียและอเมริกาเหนือ ทั่วโลกมีจำนวนชนิดของกระต่ายรวม 58 ชนิด ในจำนวนนี้ 44 ชนิด จัดอยู่ในวงศ์กระต่ายธรรมดา (Leporidae) และอีก 14 ชนิด อยู่ในวงศ์กระต่ายหูสั้น (Ochotonidae) กระต่ายวงศ์แรกมีขาหลังที่ยาว ทำให้วิ่งได้รวดเร็ว ใบหูยาวและหมุนไปมาได้ และมีหางสั้น ขนฟูเป็นกระจุก ส่วนกระต่ายหูสั้นมีขาทั้งคู่หน้า และคู่หลังสั้นพอๆกัน ใบหูสั้นเป็นมนกลม และไม่มีหางให้เห็นภายนอก ในวงศ์กระต่ายธรรมดา ยังแบ่งออกได้เป็นกระต่ายเลี้ยง (rabbit) และกระต่ายป่า (hare) ซึ่งมีความแตกต่างกันมากในลักษณะของ กระโหลกศีรษะ กระต่ายเลี้ยงออกลูกในโพรงใต้ดิน ไม่มีขน และไม่ลืมตาจนกว่าจะมีอายุได้ 10 วัน ส่วนกระต่ายป่าออกลูกบนพื้นดินในพงหญ้ารก ลูกที่ออกมามีขนปกคลุมตัว และตาเปิดตั้งแต่วันแรกเกิด นอกจากนี้ กระต่ายป่ามีนิสัยชอบวิ่งหนีศัตรูมากกว่าจะซุกซ่อนในโพรงดังเช่นกระต่าย เลี้ยง ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และกระต่ายป่าชอบอยู่โดดเดี่ยว ในขณะที่กระต่ายเลี้ยงชอบอยู่เป็นฝูง กระต่ายเลี้ยง (European rabbit) มีเพียงชนิดเดียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Orytolagus cuniculus มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทร ไอบีเรียและแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อมามีการนำไปเลี้ยงทั่วโลก สำหรับกระต่ายป่านั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lepus peguensis มีเขตแพร่กระจายในประเทศพม่า ไทย อินโดจีน และเกาะไหหลำ พบอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า และบริเวณป่าดั้งเดิมที่สภาพถูกทำลายทั่วประเทศ ลงไปทางทิศใต้ จนถึงบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์กับจังหวัดชุมพร กระต่ายอาศัยอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมหลายแบบ ตั้งแต่บริเวณเขตหิมะในแถบอาร์กติก จนถึงทะเลทรายและป่าในเขตร้อน อาหารได้แก่ หญ้าและพืชล้มลุก รากไม้ เปลือกไม้ยืนต้น และไม้พุ่ม กระต่ายมีนิสัยกินมูลของตัวเอง โดยในเวลากลางวันจะถ่ายออกมาเป็นมูลแข็งและ ในเวลากลางคืนจะถ่ายมูลอ่อนที่มีวุ้นเคลือบ ซึ่งกระต่ายจะกินในเวลาเช้า เชื้อบักเตรีในมูลอ่อนเมื่อมาถูกกับอากาศจะสร้างวิตามินบางชนิดขึ้น วิตามินนี้จำเป็นมากต่อสุขภาพของกระต่าย หากไม่ได้กินมูลอ่อนกระต่ายจะตายภายในเวลา 3 วัน กระต่ายเลี้ยงในทวีปยุโรปภาคเหนือผสมพันธุ์ในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน ผสมพันธุ์โดยการปฏิสนธิภายใน ออกลูกได้ 3-5 ครอก ครอกละ 5-6 ตัว สำหรับกระต่ายป่าในซีกโลกภาคเหนือ ออกลูก 2-4 ครอก ครอกละ 1-9 ตัว ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แต่ในเขตร้อนกระต่ายป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ในธรรมชาติปกติกระต่ายมีอายุประมาณ 10 ปี
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)